ส.อ.ท. เปิดผลสำรวจ “มาตรการเยียวยาแบบไหนถูกใจ SME”

ส.อ.ท. เปิดผลสำรวจ “มาตรการเยียวยาแบบไหนถูกใจ SME”

วันพุธที่ 2 มิถุนายน 2564 นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 6 ในเดือนพฤษภาคม 2564 ภายใต้หัวข้อ “มาตรการเยียวยาแบบไหนถูกใจ SME” พบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่ มองว่าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ มากกว่าการแพร่ระบาดโควิด-19 ในปี 2563 อันเนื่องมาจากความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ของแรงงานในสถานประกอบการ และการขาดสภาพคล่องทางการเงิน โดยผู้บริหาร ส.อ.ท. ต้องการให้ภาครัฐออกมาตรการเยียวยาช่วยเหลือ SME ในการลดภาระค่าใช้จ่ายในการประกอบการ เช่น การลดค่าน้ำ ค่าไฟ ร้อยละ 30 และการลดค่าเช่าพื้นที่ ค่าบริการ ค่าส่วนกลางของห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และพื้นที่เช่าโรงงาน ร้อยละ 50 เป็นต้น

จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 170 ท่าน ครอบคลุมผู้บริหารจาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 75 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด พบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่ มองว่าการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ ส่งผลกระทบต่อ SME มากกว่าการแพร่ระบาดโควิด-19 ในปี 2563 คิดเป็นร้อยละ 89.4 รองลงมามองว่าได้รับผลกระทบเทียบเท่ากับปี 2563 และน้อยกว่าปี 2563 คิดเป็นร้อยละ 5.3 และร้อยละ 4.1 ตามลำดับ ในส่วนของมุมมองเรื่องผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของ SME จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ พบว่า 3 อันดับแรก ผู้บริหาร ส.อ.ท. มีความเป็นห่วงในเรื่องความเสี่ยงจากการติดเชื้อของแรงงานในสถานประกอบการ คิดเป็นร้อยละ 91.2 รองลงมาเป็นเรื่องการขาดสภาพคล่องทางการเงินในการดำเนินธุรกิจจากการหยุดกิจการ คิดเป็นร้อยละ 74.1 และเรื่องความต้องการสินค้าและบริการที่ลดลง รวมถึงการชะลอการรับสินค้า คิดเป็นร้อยละ 67.1

สำหรับมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ SME ของภาครัฐในปัจจุบัน ที่ผู้บริหาร ส.อ.ท. มองว่ามีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบของ SME ได้ 3 อันดับแรก ได้แก่ มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ เช่น คนละครึ่งเฟส 3, เราชนะ, ม.33, ขยายวงเงินช่วยเหลือค่าครองชีพให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ 71.2 รองลงมาเป็นมาตรการลดเงินสมทบประกันสังคม เหลือฝั่งละ 2.5 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 3 เดือน คิดเป็นร้อยละ 64.7 และมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู และสินเชื่อสู้ภัย COVID-19 คิดเป็นร้อยละ 61.8 อย่างไรก็ตามผู้บริหาร ส.อ.ท. มองว่าภาครัฐยังมีความจำเป็นที่จะต้องออกมาตรการเยียวยาช่วยเหลือ SME เพิ่มเติม เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ โดย 3 อันดับแรก ได้แก่ มาตรการลดค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าสาธารณูปโภค 30 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นร้อยละ 59.4 รองลงมาเป็นการลดค่าเช่าพื้นที่ ค่าบริการและค่าส่วนกลางของห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า พื้นที่เช่าโรงงาน ร้อยละ 50 โดยผู้ให้เช่าสามารถนำส่วนลดไปลดหย่อนภาษีในรอบบัญชีถัดไปได้ คิดเป็นร้อยละ 55.3 ถัดไปเป็นการขยายระยะเวลาจัดเก็บภาษี VAT และเร่งคืนเงินภาษี VAT ให้กับผู้ประกอบการ SME ที่ส่งออก ภายใน 15 วัน และการอนุญาตให้นิติบุคคลที่เป็น SME เข้าร่วมโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐได้ มีคะแนนเท่ากันที่ร้อยละ 53.5

ทั้งนี้ FTI Poll ยังได้เจาะลึกถึงกรณีที่ภาครัฐเตรียมจะออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโควิด-19 ว่าควรนำเงินดังกล่าวไปใช้ในเรื่องใด พบว่า 3 อันดับแรก ผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ คิดเป็นร้อยละ 74.1 รองลงมาเป็นการช่วยเหลือ เยียวยาให้แก่ประชาชน และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ คิดเป็นร้อยละ 70.6 และแก้ไขปัญหาการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 คิดเป็นร้อยละ 65.9 ขณะที่ผู้บริหาร ส.อ.ท. ยังได้ประเมินว่า จากแผนการใช้เงินกู้ 5 แสนล้านบาท จะสามารถช่วยฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในช่วงใด โดยส่วนใหญ่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงกลางปี 2565 คิดเป็นร้อยละ 37.1 รองลงมาเป็นช่วงปลายปี 2565 คิดเป็น ร้อยละ 23.5 อีกทั้งมองว่าจำนวนเงินดังกล่าวไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ คิดเป็นร้อยละ 21.8 และคาดว่าเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงปลายปี 2564 คิดเป็นร้อยละ 17.6

นอกจากนี้ ผู้บริหาร ส.อ.ท. มองว่า หลังจากวิกฤตโควิด-19 สิ้นสุด SME ไทยควรให้ความสำคัญกับการปรับตัวเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจในอนาคตเรื่องใดบ้าง พบว่า 3 อันดับแรก ผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและดิจิทัลมาช่วยในการดำเนินธุรกิจ คิดเป็นร้อยละ 75.9 รองลงมาเป็นการพัฒนาทักษะแรงงาน และเพิ่ม Multi Skill ให้กับแรงงานในสถานประกอบการ คิดเป็นร้อยละ 64.1 และการบริหารจัดการด้านการเงินเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต คิดเป็นร้อยละ 58.8

………………………………………………

สรุปผลแบบสำรวจ FTI Poll โดย ฝ่ายเศรษฐกิจและวิชาการ

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดปัตตานีมอบหน้ากากผ้าให้กับเรือนจำกลางจังหวัดปัตตานีป้องกันโควิด-19

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดปัตตานีมอบหน้ากากผ้าให้กับเรือนจำกลางจังหวัดปัตตานีป้องกันโควิด-19

วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม 2564 นางสุภาวดี โชคสกุลนิมิตร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดปัตตานี พร้อมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดปัตตานี ร่วมส่งมอบหน้ากากผ้า จำนวน 5,600 ชิ้น ให้แก่นักโทษในเรือนจำกลางจังหวัดปัตตานี ภายใต้โครงการ “ธารน้ำใจสภาอุตสาหกรรมจังหวัดปัตตานีเพื่อสถานการณ์โควิด-19” ณ เรือนจำกลางจังหวัดปัตตานี

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสกลนคร สนับสนุนเงินและสิ่งของให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในสถานการณ์โควิด-19

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสกลนคร สนับสนุนเงินและสิ่งของให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในสถานการณ์โควิด-19

นางมิ่งขวัญ สว่าง ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสกลนคร ร่วมสนับสนุนเงินสดและสิ่งของเพื่อใช้ในสถานการณ์โควิด-19 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ดังนี้
1. มอบหน้ากากอนามัย จำนวน 500 กล่อง, เครื่องวัดอุณหภูมิ 6 ตัว, ชุดรับแขกใหญ่ 1 ชุด และเงินสด 100,000 บาท ให้กับโรงพยาบาลสกลนคร
2. มอบหน้ากากอนามัย จำนวน 300 กล่อง, เครื่องวัดอุณหภูมิพร้อมขาตั้ง 2 ตัว, เงินสด 100,000 บาท ให้กับเหล่ากาชาดจังหวัดสกลนคร
3. มอบหน้ากากอนามัย จำนวน 300 กล่อง ให้กับผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
4. มอบหน้ากากอนามัย จำนวน 500 กล่อง, รถเข็น 1 คัน, สายออกซิเจนและโถปัสสาวะ ให้กับโรงพยาบาลชัยภูมิ

สภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือมอบสเปรย์แอลกอฮอล์ให้กับโรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ

สภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือมอบสเปรย์แอลกอฮอล์ให้กับโรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ

นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มอบสเปรย์แอลกอฮอล์ จำนวน 500 ขวด และมะม่วงจำนวน 300 ลูก ให้กับบุคคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ โดยได้รับเกียรติจากนายแพทย์สุเมธ นิยกิจ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ เป็นผู้แทนรับมอบ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 ณ โรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ จังหวัดอุบลราชธานี

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุโขทัยมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้สาธารณสุขจังหวัดสุโขทัยใช้ป้องกัน COVID-19

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุโขทัยมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้สาธารณสุขจังหวัดสุโขทัยใช้ป้องกัน COVID-19

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุโขทัย นำโดย นายลำยอง สอนโต ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุโขทัย พร้อมสมาชิกร่วมมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้กับ ดร.นพ.ปองพล วรปาณิ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย เพื่อสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์ในการปฏิบัติงานช่วยเหลือและป้องกันโรค COVID-19 จังหวัดสุโขทัย เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมหารือกับ H.E. Mr. Ganesh Prasad Dhakal เอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทยเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมหารือกับ H.E. Mr. Ganesh Prasad Dhakal เอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทยเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19

วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม 2564 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายอดิศร อาภาสุทธิรัตน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ฯ และนายบุศรินทร์ วนาสวัสดิ์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยา ได้หารือร่วมกับ H.E. Mr. Ganesh Prasad Dhakal เอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทย ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีสาระสำคัญในการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ ทั้งอินเดีย และเนปาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ จากการแพร่ระบาดดังกล่าวส่งผลให้ประเทศเนปาลเป็นประเทศที่มีระดับการแพร่ระบาดโควิด-19 สูง เนื่องจากมีพรมแดนที่ติดต่อกับประเทศอินเดีย และมีการพึ่งพิงสินค้าประเภทเครื่องมือทางการแพทย์จาก
อินเดียสูง ดังนั้น สถานเอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทย จึงประชาสัมพันธ์มายังสภาอุตสาหกรรมฯ เพื่อขอรับการสนับสนุนด้านเครื่องมือทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ที่จำเป็น จากสมาชิกสภาอุตสาหกรรมฯ เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุขเนปาลในปัจจุบัน เพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดโควิด-19 ต่อไป

X
X