สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรีร่วมกับเอกชนบริจาคเงิน 3.4 ล้านบาทให้กับโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรีร่วมกับเอกชนบริจาคเงิน 3.4 ล้านบาทให้กับโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า

นายเชาวลิต เอื้อชูยศ ประธานสภาอุตสาหกรรมนนทบุรี พร้อมด้วยบริษัท พี.เอส.เอ อินเตอร์-คูลลิ่ง จำกัด และบริษัท พีเอสแอลอินเตอร์คูลจำกัด พร้อม มอบเงินจำนวน 3,400,000 บาทให้กับโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องติดตามการทำงานของหัวใจและสัญญาณชีพ จำนวน 8 เครื่อง รับมอบโดยนายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี พร้อมคณะแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม2564

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดกาฬสินธุ์มอบน้ำดื่มให้กับบุคลากรทางการแพทย์

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดกาฬสินธุ์มอบน้ำดื่มให้กับบุคลากรทางการแพทย์

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ นำ​โดย​ นาย​เกษม​ จิ​รัฐ​พิกาล​พงศ์​ ประธาน​สภา​อุตสาหกรรม​จังหวัด​กาฬสินธุ์​ พร้อมด้วย​คณะกรรมการ​ ร่วมมอบน้ำดื่ม จำนวน 500 แพ็ค ให้กับโรงพยาบาล​กาฬสินธ์​ เพื่อสนับสนุนการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนผู้รับการฉีดวัคซีนในจังหวัดกาฬสินธุ์​ ซึ่งขณะนี้​น้ำดื่มมีความจำเป็นอย่างมาก โดย​ได้รับเกียรติ​จาก นายทรงพล​ ใจ​กริ่ม​ ผู้ว่ารา​ชการจังหวั​ดกาฬสินธุ์​ และนายแพทย์ประมวล ไทยงามศิลป์​ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ เป็นผู้รับมอบ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน​ 2564 ณ หอประชุม​เฉลิม​พระ​เกียรติ ​80​ พรรษา​ ศาลากลาง​หลัง​เก่า โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

ส.อ.ท. มอบเครื่องช่วยหายใจและอุปกรณ์ทางการแพทย์กว่า 2 ล้านบาทให้ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า

ส.อ.ท. มอบเครื่องช่วยหายใจและอุปกรณ์ทางการแพทย์กว่า 2 ล้านบาทให้ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า

นายไพรัตน์ เอื้อชูยศ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานบริหาร บริษัท สตาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วม บริจาคเครื่องช่วยหายใจ จำนวน1 เครื่อง และเครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำอัตโนมัติ จำนวน 27 เครื่อง รวมมูลค่า 2,044,500 บาท ให้แก่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันพุธที่ 2 มิถุนายน 2564

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรีส่งมอบตู้วัคซีนโควิด-19และยาให้กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรีส่งมอบตู้วัคซีนโควิด-19และยาให้กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรี นำโดย นายไพรัตน์ เอื้อชูยศ ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรี นายเชาวลิต เอื้อชูยศ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรี พร้อมนายชวลิต ครองสิน ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดปทุมธานี และกรรมการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรี ร่วมส่งมอบตู้แช่วัคซีนโควิด-19และยา จำนวน 2 เครื่อง มูลค่า 100,000 บาท รับมอบโดย นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี พร้อมคณะแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี เพื่อใช้ในสถานที่ ฉีดวัคซีน COVID-19 ให้กับประชาชนในจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันพุธที่ 2 มิถุนายน 2564

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเข้าร่วมการหารือ ABAC-MRT Dialogue

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเข้าร่วมการหารือ ABAC-MRT Dialogue

วันที่ 4 มิถุนายน 2564 คุณสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะ ABAC Co-Chair ได้เข้าร่วมการประชุม APEC Busines Advisory Council (ABAC)-Minister Responsible for Trade Dialogue ซึ่งเป็นการหารือร่วมกันระหว่างผู้แทนภาคเอกชนเอเปคและรัฐมนตรีการค้าเอเปคเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการดำเนินการต่างๆ ที่ภาครัฐและเอกชนได้ดำเนินการให้มีความสอดคล้องกัน โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยเข้าร่วมการหารือกับรัฐมนตรีจาก 21 เขตเศรษฐกิจด้วย

โดยในประเด็นมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการเดินทางนั้น วัคซีนเป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดพรมแดนได้และการกลับมาทำการค้าได้อย่างปลอดภัย ในขณะเดียวกัน ความเหลื่อมล้ำของในการกระจายวัคซีนก็เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เอเปคต้องเร่งดำเนินการเพื่อสนับสนุนการจัดหาและการฉีดวัคซีนให้เร็วขึ้นเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ในภูมิภาค

ทั้งนี้ การฟื้นตัวของอุปสงค์และการสร้างความเชื่อมั่นของธุรกิจในการลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การเปิดใช้งานการเดินทางอย่างปลอดภัยผ่านการเปิดพรมแดนอีกครั้งเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมทั้งการเร่งพัฒนาระบบ Vaccine Passport ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งภูมิภาคเป็นเรื่องที่จำเป็นเพื่อให้เกิดมาตรฐาน (Common Standard) ในการรองรับการทำการค้าและการเดินทางใน 21 เขตเศรษฐกิจเอเปค นอกจากนี้ MSMEs ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของของหลายเขตเศรษฐกิจเผชิญกับความยากลำบากในช่วง COVID-19 การเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ MSMEs ควรเป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วน ทั้งในด้านการสนับสนุนทางการเงินให้กับธุรกิจที่ฟื้นตัว ซึ่งอาจรวมถึงไอเดียใหม่ๆ อาทิ International M&A ของ MSMEs ซึ่งสามารถเป็นตัวเร่งการกลับมาของ MSMEs ในระบบเขตเศรษฐกิจได้

ส.อ.ท. เปิดผลสำรวจ “มาตรการเยียวยาแบบไหนถูกใจ SME”

ส.อ.ท. เปิดผลสำรวจ “มาตรการเยียวยาแบบไหนถูกใจ SME”

วันพุธที่ 2 มิถุนายน 2564 นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 6 ในเดือนพฤษภาคม 2564 ภายใต้หัวข้อ “มาตรการเยียวยาแบบไหนถูกใจ SME” พบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่ มองว่าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ มากกว่าการแพร่ระบาดโควิด-19 ในปี 2563 อันเนื่องมาจากความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ของแรงงานในสถานประกอบการ และการขาดสภาพคล่องทางการเงิน โดยผู้บริหาร ส.อ.ท. ต้องการให้ภาครัฐออกมาตรการเยียวยาช่วยเหลือ SME ในการลดภาระค่าใช้จ่ายในการประกอบการ เช่น การลดค่าน้ำ ค่าไฟ ร้อยละ 30 และการลดค่าเช่าพื้นที่ ค่าบริการ ค่าส่วนกลางของห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และพื้นที่เช่าโรงงาน ร้อยละ 50 เป็นต้น

จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 170 ท่าน ครอบคลุมผู้บริหารจาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 75 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด พบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่ มองว่าการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ ส่งผลกระทบต่อ SME มากกว่าการแพร่ระบาดโควิด-19 ในปี 2563 คิดเป็นร้อยละ 89.4 รองลงมามองว่าได้รับผลกระทบเทียบเท่ากับปี 2563 และน้อยกว่าปี 2563 คิดเป็นร้อยละ 5.3 และร้อยละ 4.1 ตามลำดับ ในส่วนของมุมมองเรื่องผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของ SME จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ พบว่า 3 อันดับแรก ผู้บริหาร ส.อ.ท. มีความเป็นห่วงในเรื่องความเสี่ยงจากการติดเชื้อของแรงงานในสถานประกอบการ คิดเป็นร้อยละ 91.2 รองลงมาเป็นเรื่องการขาดสภาพคล่องทางการเงินในการดำเนินธุรกิจจากการหยุดกิจการ คิดเป็นร้อยละ 74.1 และเรื่องความต้องการสินค้าและบริการที่ลดลง รวมถึงการชะลอการรับสินค้า คิดเป็นร้อยละ 67.1

สำหรับมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ SME ของภาครัฐในปัจจุบัน ที่ผู้บริหาร ส.อ.ท. มองว่ามีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบของ SME ได้ 3 อันดับแรก ได้แก่ มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ เช่น คนละครึ่งเฟส 3, เราชนะ, ม.33, ขยายวงเงินช่วยเหลือค่าครองชีพให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ 71.2 รองลงมาเป็นมาตรการลดเงินสมทบประกันสังคม เหลือฝั่งละ 2.5 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 3 เดือน คิดเป็นร้อยละ 64.7 และมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู และสินเชื่อสู้ภัย COVID-19 คิดเป็นร้อยละ 61.8 อย่างไรก็ตามผู้บริหาร ส.อ.ท. มองว่าภาครัฐยังมีความจำเป็นที่จะต้องออกมาตรการเยียวยาช่วยเหลือ SME เพิ่มเติม เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ โดย 3 อันดับแรก ได้แก่ มาตรการลดค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าสาธารณูปโภค 30 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นร้อยละ 59.4 รองลงมาเป็นการลดค่าเช่าพื้นที่ ค่าบริการและค่าส่วนกลางของห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า พื้นที่เช่าโรงงาน ร้อยละ 50 โดยผู้ให้เช่าสามารถนำส่วนลดไปลดหย่อนภาษีในรอบบัญชีถัดไปได้ คิดเป็นร้อยละ 55.3 ถัดไปเป็นการขยายระยะเวลาจัดเก็บภาษี VAT และเร่งคืนเงินภาษี VAT ให้กับผู้ประกอบการ SME ที่ส่งออก ภายใน 15 วัน และการอนุญาตให้นิติบุคคลที่เป็น SME เข้าร่วมโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐได้ มีคะแนนเท่ากันที่ร้อยละ 53.5

ทั้งนี้ FTI Poll ยังได้เจาะลึกถึงกรณีที่ภาครัฐเตรียมจะออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโควิด-19 ว่าควรนำเงินดังกล่าวไปใช้ในเรื่องใด พบว่า 3 อันดับแรก ผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ คิดเป็นร้อยละ 74.1 รองลงมาเป็นการช่วยเหลือ เยียวยาให้แก่ประชาชน และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ คิดเป็นร้อยละ 70.6 และแก้ไขปัญหาการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 คิดเป็นร้อยละ 65.9 ขณะที่ผู้บริหาร ส.อ.ท. ยังได้ประเมินว่า จากแผนการใช้เงินกู้ 5 แสนล้านบาท จะสามารถช่วยฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในช่วงใด โดยส่วนใหญ่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงกลางปี 2565 คิดเป็นร้อยละ 37.1 รองลงมาเป็นช่วงปลายปี 2565 คิดเป็น ร้อยละ 23.5 อีกทั้งมองว่าจำนวนเงินดังกล่าวไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ คิดเป็นร้อยละ 21.8 และคาดว่าเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงปลายปี 2564 คิดเป็นร้อยละ 17.6

นอกจากนี้ ผู้บริหาร ส.อ.ท. มองว่า หลังจากวิกฤตโควิด-19 สิ้นสุด SME ไทยควรให้ความสำคัญกับการปรับตัวเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจในอนาคตเรื่องใดบ้าง พบว่า 3 อันดับแรก ผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและดิจิทัลมาช่วยในการดำเนินธุรกิจ คิดเป็นร้อยละ 75.9 รองลงมาเป็นการพัฒนาทักษะแรงงาน และเพิ่ม Multi Skill ให้กับแรงงานในสถานประกอบการ คิดเป็นร้อยละ 64.1 และการบริหารจัดการด้านการเงินเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต คิดเป็นร้อยละ 58.8

………………………………………………

สรุปผลแบบสำรวจ FTI Poll โดย ฝ่ายเศรษฐกิจและวิชาการ

X
X