วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2564 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรในจังหวัดบึงกาฬ ประกอบด้วย สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมจังหวัดบึงกาฬที่ได้เล็งเห็นความสำคัญของการรวมกลุ่มนักอุตสาหกรรมในจังหวัด จัดตั้งสภาอุตสาหกรรมจังหวัดบึงกาฬ ลำดับที่ 75 ภายใต้ ส.อ.ท. ซึ่งถือเป็นองค์กรตัวแทนภาคเอกชนด้านอุตสาหกรรม เพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับสมาชิกได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม เสริมสร้างมิตรภาพและความร่วมมือในหมู่สมาชิกและผู้ประกอบการอุตสาหกรรม กระชับความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐบาล และหน่วยงานภาคเอกชนในการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม พร้อมสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาความรู้ทางเทคโนโลยี วิทยาการสมัยใหม่เกี่ยวกับการประกอบกิจการอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

นายสนิท ขาวสอาด ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า ปัจจุบันจังหวัดบึงกาฬมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การคมนาคม การสร้างสะพานไทย – ลาว แห่งที่ 5 รวมทั้งการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างสนามบิน ภายในระยะเวลาอันใกล้นี้จังหวัด บึงกาฬจะเป็นจังหวัดที่มีความเจริญในทุกๆด้านเทียบเท่าหรือมากกว่าหลายๆจังหวัดในประเทศไทย การพัฒนาจังหวัดบึงกาฬในช่วงที่ผ่านมาและในอนาคต ดำเนินการภายใต้แนวคิด “การสร้างเมือง สร้างคน สร้างรายได้” ซึ่งภาคอุตสาหกรรมเป็นอีกภาคส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญ GDP ภาคอุตสาหกรรมของจังหวัดบึงกาฬ มีสัดส่วนร้อยละ 21 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่สูง มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปยางพารา โดยสภาอุตสาหกรรมจังหวัดจะเป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาคเอกชนในการประสานและดำเนินการร่วมกับภาครัฐ ส่งเสริมและพัฒนาการประกอบการภาคอุตสาหกรรม ศึกษาและแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการประกอบการอุตสาหกรรม นอกจากนี้ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดบึงกาฬจะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและภาคส่วนอื่นๆ ของจังหวัดบึงกาฬต่อไป

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ที่ ส.อ.ท. ได้แสดงบทบาทในการเป็นสถาบันเอกชนด้านอุตสาหกรรม ที่มีภารกิจหลักคือ ส่งเสริมสนับสนุนด้านอุตสาหกรรมและมุ่งมั่นพัฒนาสถาบันธุรกิจภาคเอกชนของประเทศให้แข็งแกร่ง ทำหน้าที่เป็นกลไกพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้สามารถดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และได้สร้างผลงานจนเป็นที่ยอมรับจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชน ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ส.อ.ท. มีสมาชิกที่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กทั่วประเทศ รวมกันมากกว่า 12,000 ราย โดยกลุ่มสมาชิกของ ส.อ.ท. แบ่งเป็นสภาอุตสาหกรรมจังหวัด 74 จังหวัด กลุ่มอุตสาหกรรม 45 กลุ่ม ที่จะทำหน้าที่บริการและจัดกิจกรรมสนองตอบต่อความต้องการของสมาชิก และพัฒนาภาคอุตสาหกรรมในภูมิภาคและส่วนกลาง การสถาปนาสภาอุตสาหกรรมจังหวัดบึงกาฬ เป็นสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ลำดับที่ 75 ภายใต้ ส.อ.ท. ในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมของการประสานงานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในจังหวัดบึงกาฬ นอกจากนี้ การรวมตัวกันของผู้ประกอบการในจังหวัด เกิดการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมระหว่างกันเป็นเครือข่าย และสามารถสะท้อนปัญหาของภาคอุตสาหกรรมในระดับภูมิภาคได้อย่างเป็นเอกภาพ

นายธนวณิช ชัยชนะ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬมีจำนวนโรงงานกว่า 185 โรงงาน แรงงานกว่า 3,931 คน และมีเงินลงทุนกว่า 8,000 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมหลักในจังหวัดบึงกาฬ ได้แก่ อุตสาหกรรมทางการเกษตร มันเส้น โรงสีข้าว ผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ผลิตภัณฑ์ยางแท่ง ยางเครป/น้ำยางข้น แปรรูปไม้ยางพารา/พาเลต/เฟอร์นิเจอร์ไม้ คอนกรีตผสมเสร็จ/ผลิตภัณฑ์คอนกรีต ธุรกิจกรวด ทราย หลังคาเมทัลชีท และโรงน้ำแข็งน้ำดื่ม เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมจังหวัดบึงกาฬ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการรวมกลุ่มนักอุตสาหกรรมในจังหวัด เพื่อเป็นองค์กรตัวแทนภาคเอกชนด้านอุตสาหกรรมในการติดต่อประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อาทิเช่น ประสานงานการประชุม การจัดกิจกรรม พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น เกี่ยวกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี วิทยาการที่ทันสมัย แก่สมาชิกและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในพื้นที่ รวมทั้งรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม พร้อมกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติเพื่อนำมาพัฒนาองค์กรให้เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสมาชิกและส่วนรวม

ทั้งนี้ การสถาปนาสภาอุตสาหกรรมจังหวัดบึงกาฬ ถือเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชนในพื้นที่ โดยสภาอุตสาหกรรมจังหวัดบึงกาฬ จะเป็นศูนย์รวมและตัวแทนภาคเอกชนด้านอุตสาหกรรมในจังหวัดที่เป็นแกนหลักในการส่งเสริมและพัฒนาการประกอบอุตสาหกรรมให้สามารถดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ด้วยเทคโนโลยี ดิจิทัล และนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมธุรกิจสู่ความยั่งยืน และให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้น

X
X