สวัสดีคุณผู้อ่านคอลัมน์ Think Forward ทุกท่านครับ ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในไทยมีความน่าเป็นห่วงอย่างมาก หลังมีการแพร่ระบาดระลอกใหม่ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ล่าสุดตัวเลขพุ่งสูงทั้งยอดผู้ติดเชื้อและยอดผู้เสียชีวิต หลังผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์ ผมขอให้ทุกคนดูแลตัวเอง การ์ดไม่ตก และขอเป็นกำลังใจให้ทีมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ทุกคนฟันฝ่าผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้นะครับ
นับตั้งแต่โควิด-19 มีการระบาดในไทยถึงปัจจุบัน ส.อ.ท. ในฐานะองค์กรภาคเอกชนพร้อมร่วมสู้วิกฤตอย่างเต็มที่
ย้อนไปช่วงการระบาดในระลอกแรก ส.อ.ท. ได้ทำทุกวิถีทางในการผลิตหน้ากากผ้า เจรจากับกระทรวงการคลังจนปลดล็อกเกณฑ์การผลิตเจลแอลกอฮอล์ล้างมือให้สะดวกขึ้น รวมทั้งเดินหน้าผลิตชุดพีพีอีแจกจ่ายแก่บุคลากรการแพทย์จากปกติไทยนำเข้าเป็นหลัก จนเพียงพอต่อทีมแพทย์
เมื่อถึงระลอกที่สอง ส.อ.ท. ได้ร่วมมือกับทุกคลัสเตอร์ และ 45 กลุ่มอุตสาหกรรม จัดตั้งโรงพยาบาลสนามขึ้นในจังหวัดสมุทรสาคร (ศูนย์ห่วงใยคนสาคร แห่งที่ 10 จังหวัดสมุทรสาคร) และเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขณะเดียวกันได้พยายามผลักดันให้ภาครัฐกำหนดให้การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเตรียมพร้อมกับการฉีด ในปริมาณมาก ต้องใช้ซับพลายเชน และระบบโลจิสติกส์ที่เพียงพอ พร้อมประสานกับกระทรวงสาธารณสุขในการเสนอให้นำเข้าวัคซีนสำหรับภาคเอกชนที่มีความพร้อมรับภาระค่าใช้จ่าย เพื่อฉีดให้พนักงานของตนเอง
ขณะเดียวยังออกแบบและผลิตตู้แช่วัคซีนมาตรฐาน นำโดยกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม และกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น เพื่อบริจาคให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ พร้อมทั้งร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงอุตสาหกรรม กำหนดมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรมให้มีการผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์ ที่ปลอดจาก โควิด-19 ด้วย (IPHA)
ล่าสุดกับการระบาดระลอกที่สาม ส.อ.ท. ได้จัดประชุมกรรมการบริหารนัดพิเศษเพื่อหารือถึงความจำเป็นในการจัดหาและฉีดวัคซีนให้กับคนไทยโดยเร่งด่วน ซึ่งที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะทำงานขึ้นมา 4 ชุด ประกอบด้วย ชุดจัดหาวัคซีน ชุดกระจายวัคซีน ชุดความเชื่อมั่น และชุดอำนวยการ
จากนั้นผมได้เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ซึ่งหอการค้าฯ มีแนวคิดการจัดตั้งคณะทำงาน 4 ชุด ทำหน้าที่คล้ายกัน ที่ประชุม กกร.จึงมีมติร่วมตั้งคณะทำงาน 4 ชุด และเตรียมหารือร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อทำงานร่วมกันต่อไป
ผมขอเรียนว่า เวลานี้ วัคซีนคือเครื่องมือเดียวที่จะช่วยให้เศรษฐกิจผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ หากสถานการณ์ยังดำเนินแบบนี้ต่อไปโดยไม่มีวัคซีน เศรษฐกิจจะเสียหาย และหากโควิด-19 ระบาดเป็นระลอกที่สี่และระลอกที่ห้า จะส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจและประเทศชาติอย่างไม่จบสิ้น ขณะที่เงินเยียวยาของรัฐก็หมดลง ล่าสุด กกร. มีมติปรับลดจีดีพีปี 2564 เหลือ 1.5-3.0% แล้ว จากเดิมที่คาดการณ์ 1.5-3.5%
สุดท้ายนี้ ผมอยากให้ภาครัฐดำเนินการเรื่องนี้โดยด่วน ซึ่ง ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ผ่านคณะทำงาน 4 ชุดที่จัดตั้งขึ้น และทุกเครื่องมือที่มีอยู่ ผมเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ไทยจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ กลับมาปลอดภัย แข็งแกร่งอีกครั้งครับ หากท่านผู้อ่านหรือนักธุรกิจท่านใดอยากทราบข้อมูลด้านอุตสาหกรรมเพิ่มเติม สามารถแอดไลน์ของสภาอุตสาหกรรมฯ ได้ที่ @ftithailand หรือทักเข้ามาได้ที่ เฟซบุ๊กของผมตามลิงก์นี้ครับ www.facebook.com/ftichairman
X
X